December 10, 2015

ข่าวสาร

ข่าวสารเกี่ยวกับเหล็ก

ตามการรายงานของส่วนงานการบริหารงานทั่วไปของศุลกากรจีน พบว่า การส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กของจีนในเดือนพฤษภาคม 2017 อยู่ที่ 6.98 ล้านตัน ลดลง 2.44 ล้านตัน หรือ 25.9% เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้น 0.49 ล้านตัน หรือ 4.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน การนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กอยู่ที่ 1.11 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 20,000 ตัน หรือ 1.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 30,000 ตัน เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนที่ผ่านมา

การส่งออกสะสม 5 เดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 34.19 ล้านตัน ลดลง 11.83 ล้านตัน หรือ 25.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน การนำเข้าสะสม 5 เดือนอยู่ที่ 5.67 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.35 ล้านตัน หรือ 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

ยอดการนำเข้าสินแร่เหล็กเดือนพฤษภาคม 2017 อยู่ที่ 91.52 ล้านตัน ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 9.29 ล้านตัน และเพิ่มขึ้น 9.29 ล้านตัน หรือ เพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ระดับราคานำเข้าเฉลี่ยอยู่ที่ 504.38 หยวนต่อตัน

ยอดการนำเข้าสินแร่เหล็กสะสม 5 เดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 444.57 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 32.69 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 7.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ระดับราคานำเข้าเฉลี่ยในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 545.22 หยวนต่อตัน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2016 ประมาณ 214.18 หยวนต่อตัน

ยอดการส่งออกถ่านหินโค้กของจีนเดือนพฤษภาคม 2017 อยู่ที่ 0.65 ล้านตัน ลดลง 90,000 ตันเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ระดับราคาส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ 1705.97 หยวนต่อตัน การส่งออกถ่านหินโค้กสะสมตั้งแต่มกราคมถึงพฤษภาคม 2017 อยู่ที่ 3.40 ล้านตัน ลดลง 0.6 ล้านตัน หรือ 15% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ระดับราคาส่งออกเฉลี่ยในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 1771.47 หยวนต่อตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา 1030.48 หยวนต่อตัน

แปลและเรียบเรียงโดยสถาบันเหล็กเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย

แหล่งที่มา : Customs, SteelHome

Shanghaidaily รายงาน ราคาเหล็ก Rebar ในประเทศจีนปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากหลังจากรัฐบาลจีนมีนโยบายสั่งปิดการผลิตเหล็กจากเตา medium frequency induction furnace เพื่อลดกำลังการผลิตเหล็กที่มีคุณภาพต่ำภายในสิ้นเดือนมิถุนายนปีนี้

ราคาเหล็ก Rebar ในประเทศจีนเมื่อวานนี้ (8 มิ.ย.) ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 14.4% มาอยู่ที่ 3,810 หยวนต่อตัน หรือ 561 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เนื่องจากยอดการผลิตเหล็กในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายนที่ผ่านมาลดลงมาเหลือ 62.5 ล้านตัน หรือ ลดลง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ตามการรายงานของบริษัท lgmi.com ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาในจีน

นาย Wang Guoqing ผู้อำนวยการฝ่ายการวิจัยของ lgmi.com กล่าวว่า อุปทานเหล็ก Rebar ในจีนส่วนใหญ่มาจากเตา medium frequency induction furnace ซึ่งในปีที่ผ่านมาเตาดังกล่าวผลิตเหล็ก Rebar ได้ประมาณ 6,000 ตัน ดังนั้นหากอุปทานหลักในตลาดหายไปจึงส่งผลต่อราคาซื้อขายเหล็กในตลาดอย่างมาก

แปลและเรียบเรียงโดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย

แหล่งที่มา : Shanghaidaily

ยอดการส่งออกเหล็กของประเทศตุรกีพุ่งสูงถึง 21.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ 8.3 ล้านตัน ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2017 เป็นผลมาจากอุปสงค์เหล็กที่เพิ่มมากขึ้นในสหภาพยุโรปและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากข้อมูลล่าสุดการส่งออกเหล็กของตุรกีทำให้รายได้ของผู้ผลิตเหล็กในประเทศตุรกีเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดถึง 21.3% อยู่ที่ 4.9 ล้านบาท

ในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ ยอดการส่งออกเหล็กจากประเทศตุรกีไปยังสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ EU กลายมาเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของตุรกีในช่วงเวลานี้ โดยเพิ่มขึ้น 109% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ 2.5 ล้านตัน ในขณะที่การส่งออกไปยังตะวันออกกลางซึ่งเคยเป็นตลาดส่งออกหลักของตุรกีมียอดการส่งออกเหล็กลดลงไปอยู่ที่ 1.8 ล้านตัน

การส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กของตุรกีไปยังอเมริกาเหนือในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 1.3 ล้านตัน

ขณะที่การส่งออกเหล็กไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 697,000 ตัน นอกจากนี้ตุรกียังส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กจำนวน 638,000 ตันไปยังประเทศแอฟริกาเหนือในช่วงนี้ ส่วนการส่งออกเหล็กไปยังประเทศสเปน สิงคโปร์ ฮ่องกง อิตาลี และสหราชอาณาจักร ตั้งแต่มกราคมถึงพฤษภาคมปีนี้ก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ยอดการส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กของประเทศตุรกีเพิ่มขึ้น 16.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ 1.5 ล้านตัน รายได้จากการส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 29.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 966 ล้านตัน

การส่งออกเหล็กของตุรกีขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นผลมาจากการที่ตุรกีได้มองหาตลาดส่งออกอื่นๆ เพิ่มขึ้นเนื่องจากตลาดหลักอย่างตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือนั้นมีปัญหามากมาย ส่งผลให้ยอดการส่งออกไปยัง EU เพิ่มขึ้นถึง 109% และการส่งออกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 626% ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้

แปลและเรียบเรียงโดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย

อุตสาหกรรมเหล็กโลกเริ่มส่งสัญญานฟื้นตัวดีขึ้นกว่าที่เคยเป็นในช่วงต้นปี 2017

ยอดการผลิตเหล็กดิบในช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ยอดการผลิตเหล็กดิบสะสมอยู่ที่ 550.8 ล้านตัน โดยได้รับแรงหนุนจากยอดการผลิตเหล็กดิบของจีน สหรัฐฯ เยอรมัน และอินเดีย ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงสี่เดือนแรกปีนี้

การใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลกได้เพิ่มขึ้นไปที่ 73.6% ในเดือนเมษายนปี พ.ศ. 2560 จากที่ลดลงเหลือเพียง 64.9% ในเดือนธันวาคม 2015

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือ PMI เดือนพฤษภาคม 2017 ในประเทศหลักๆ ถือว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยคำสั่งซื้อสินค้าที่เกิดขึ้นจริงดีกว่าผลที่ได้จากการสำรวจ

อัตราการขยายตัวภาคอุตสาหกรรมการผลิตส่งสัญญานเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมเหล็ก โดยภาคอุตสาหกรรมการผลิตในจีนขยายตัว 6.5% สหรัฐอเมริกาขยายตัว 2.2% เยอรมันขยายตัว 1.8% และรัสเซียขยายตัว 2.4% ซึ่งถือว่าเป็นข่าวดีที่มีการใช้จ่ายในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น การเปลี่ยนสะพานเก่าและโครงสร้างเก่าอื่นๆ การสร้างถนน และทางรถไฟใหม่ๆ การตั้งเมืองใหม่ในจีน ท่าเรือใหม่ ท่อส่งน้ำมันและก๊าซ ซึ่งจะส่งผลทำให้ความต้องการใช้เหล็กเพิ่มขึ้น สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ซึ่งมีสัดส่วนการบริโภคประมาณ 25% ก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันเบนซินที่ปรับตัวลดลง รายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น การคมนาคมขนส่งที่สะดวก และราคาสินค้าที่สามารถแข่งขันได้ โดยเฉพาะในยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น

ราคาวัตถุดิบมีความผันผวนน้อยลง เนื่องจากราคาสินแร่เหล็กและถ่านโค้กปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ โดยราคาสินแร่เหล็กและถ่านโค้กเฉลี่ยอยู่ที่ $55-60 ต่อตัน CFR China และ $150-155 ต่อตัน FOB Australia ตามลำดับ คาดว่าราคาวัตถุดิบจะลดลงอีกในไม่กี่เดือนข้างหน้าเนื่องจากความต้องการเหล็กของประเทศจีนมีแนวโน้มลดลง

ส่วนผลการดำเนินงานของบริษัทผู้ผลิตเหล็กชั้นนำของโลก เช่น ArcelorMittal, Baosteel, Posco, Nippon and Mitsubishi และ Severstal ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวทางการเงินที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา

ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินอื่นๆ ของประเทศต่างๆ ที่ปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเหล็กต่างคลายความกังวลต่อการผิดนัดชำระหนี้

สรุปภาพรวมในปีนี้นักวิเคราะห์หลายคนต่างมองว่าอุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลกน่าจะเริ่มส่งสัญญานฟื้นตัว หากไม่มีปัจจัยเสี่ยงจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่รุนแรง

แปลและเรียบเรียงโดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย

แหล่งที่มา : Financial Express

ส่วนอุตสาหกรรม 2 สำนักนโยบายอุตสาหกรรมรายสาขา 1
1. สถานการณ์ปัจจุบัน
การผลิต
ปริมาณการผลิตเหล็กและเหล็กกล้าที่สำคัญในไตรมาสที่ 1 ปี 2560 มีประมาณ 1,692,032 เมตริกตัน (ไม่รวมผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป เหล็กแผ่นรีดเย็น เหล็กแผ่นเคลือบและท่อเหล็กเพื่อไม่ให้เกิดการนับซ้ำ) ลดลง ร้อยละ 5.42 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน  และเมื่อพิจารณาในรายผลิตภัณฑ์ พบว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตลดลงมากที่สุดในช่วงนี้ คือ เหล็กทรงยาว ลดลง ร้อยละ 9.65  เนื่องจากปริมาณสินค้าคงคลังตั้งแต่ช่วงต้นปี ยังอยู่ในปริมาณที่สูง ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตเพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วงนี้ คือ ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น ร้อยละ 20.13 รองลงมาคือ เหล็กทรงแบน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.50 โดยเหล็กแผ่นเคลือบ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.51 (เหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี เพิ่มขึ้น ร้อยละ 24.91 เนื่องจากเหตุผลทางด้านเทคนิค คือ เมื่อช่วงเดียวกันของปีก่อน  ผู้ผลิตหลักได้หยุดการผลิตบางส่วนเพื่อซ่อมบำรุงเครื่องจักร จึงทำให้ฐานในการคำนวณต่ำ) เหล็กแผ่นรีดเย็น เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.88 และเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา พบว่า การผลิตโดยรวม ลดลง ร้อยละ 22.24 โดยผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตลดลงมากที่สุดคือ เหล็กทรงยาว ลดลง ร้อยละ 30.21

ความต้องการใช้ในประเทศ
ความต้องการใช้เหล็กในประเทศช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2560 มีจำนวนประมาณ 4,109,860 เมตริกตัน ลดลง ร้อยละ 5.3เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนโดยผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการใช้ลดลงมากที่สุด คือ ผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาว ลดลง  ร้อยละ 22.5 โดยเหล็กเส้นและเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน ลดลง ร้อยละ 23.2 รองลงมาคือ เหล็กลวด ลดลง ร้อยละ 18.9  เนื่องจากอุตสาหกรรมก่อสร้างยังคงทรงตัว ทั้งในส่วนโครงการภาครัฐและภาคเอกชน ขณะที่ผลิตภัณฑ์เหล็กในกลุ่มเหล็กทรงแบน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.3 โดยเหล็กแผ่นรีดเย็น  เพิ่มขึ้น  ร้อยละ 23.5

การนำเข้า- การส่งออก
การนำเข้า
มูลค่าการนำเข้าเหล็กและเหล็กกล้าที่สำคัญในไตรมาสที่ 1  ปี 2560  มีจำนวนประมาณ 1,768.94 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมูลค่าการนำเข้า เพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.22 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนประเทศนำเข้าที่สำคัญได้แก่ รัสเซีย ญี่ปุ่น จีน ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ ท่อเหล็ก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 48.12 โดยท่อเชื่อมตะเข็บ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 124.55 เนื่องจาก ราคาในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นจึงส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น รองลงมาคือผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.22 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนสำหรับเหล็กทรงแบน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 24.99 โดยเหล็กแผ่นรีดเย็น เพิ่มขึ้น ร้อยละ 39.65 รองลงมาคือ เหล็กแผ่นรีดร้อน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 23.78 สำหรับเหล็กทรงยาว ลดลง ร้อยละ 2.49 โดยเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน ลดลง ร้อยละ 27.52 เหล็กเส้น ลดลง ร้อยละ 8.48 ขณะเดียวกันเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา มูลค่าการนำเข้า ลดลงเล็กน้อย ร้อยละ 2.61 โดยผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการนำเข้า ลดลง คือ ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป ลดลง ร้อยละ 24.42 ขณะที่ เหล็กทรงแบน ท่อเหล็ก และเหล็กทรงยาว เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.42, 2.42, 0.29 ตามลำดับ รายละเอียดตามตารางที่2

การส่งออก
มูลค่าการส่งออกเหล็กและเหล็กกล้าที่สำคัญในไตรมาสที่ 1 ปี 2560 มีจำนวนประมาณ 296.01 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมูลค่าการส่งออก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 76.47 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ประเทศส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น อังกฤษ และกลุ่มประเทศในอาเซียน ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการส่งออก เพิ่มขึ้น มากที่สุด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น ร้อยละ 611.77 โดยในไตรมาสนี้ ไม่มีการส่งออกเหล็กแท่งยาว (Billet) และเหล็กแท่งแบน (Slab) ขณะที่ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูป ชนิดอื่นๆ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 614.97 สำหรับท่อเหล็ก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 168.51 โดยท่อเชื่อมตะเข็บ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 227.97 ท่อไร้ตะเข็บ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 81.59 สำหรับเหล็กทรงแบน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 51.13 โดยเหล็กแผ่นเคลือบ เพิ่มขึ้น ร้อนละ 205.30 ขณะที่เหล็กแผ่นรีดร้อน ลดลง ร้อยละ 42.58 สำหรับเหล็กทรงยาว เพิ่มขึ้น ร้อยละ 11.11 โดยเหล็กลวด เพิ่มขึ้น ร้อยละ 80.84 และเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 10.62 ขณะเดียวกันเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา พบว่า มูลค่าการส่งออก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 32.95 โดยผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ได้แก่ ท่อเหล็ก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 72.55 โดยท่อเชื่อมตะเข็บ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 80.94 รองลงมาคือ ท่อไร้ตะเข็บ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 53.72 สำหรับเหล็กทรงยาว เพิ่มขึ้น 30.95 โดยเหล็กลวด เพิ่มขึ้น ร้อยละ 60.75 เหล็กเส้น เพิ่มขึ้น ร้อยละ 53.49 สำหรับเหล็กทรงแบน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 23.29 โดยเหล็กแผ่นเคลือบ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 86.36 เหล็กแผ่นรีดร้อน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 57.41รายละเอียดตามตารางที่ 3

2. สรุป
การบริโภคเหล็กของไทยไตรมาส 1 ปี 2560 มีปริมาณ 4,109,860 ตัน ลดลง ร้อยละ 4.00เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การผลิตมีปริมาณ 1,692,032 ตัน ลดลง ร้อยละ 5.42 โดยเป็นการผลิตที่ลดลงของเหล็กทรงยาวที่ใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง การส่งออกมีมูลค่า 296.01 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 76.47 สำหรับการนำเข้า 1,768.94 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.22 เนื่องจากภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศยังคงทรงตัว โดยในส่วนของอุตสาหกรรมต่อเนื่องซึ่งเป็นผู้ใช้เหล็กที่สำคัญ เช่น

อุตสาหกรรมก่อสร้าง ในส่วนของโครงการของภาคเอกชนพบว่าการก่อสร้างคอนโดมิเนียมยังคงชะลอตัวโดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้าชานเมืองยังมีอุปทานเหลือขายจำนวนมาก เนื่องมาจากระดับรายได้ของลูกค้าใหม่ยังไม่สูงพอ ความเข็มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อยังคงมีแนวโน้มที่สูง ประกอบกับปริมาณสินค้าคงคลังยังอยู่ในระดับที่สูงส่งผลให้การผลิตลดลง สำหรับโครงการก่อสร้างของภาครัฐที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะเร่งผลักดันให้เกิดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่ โครงการรถไฟความเร็วสูง พบว่าปัจจุบันยังไม่อยู่ในขั้นตอนการก่อสร้าง มีเพียงโครงการก่อสร้างและซ่อมแซมถนน จึงส่งผลให้สถานการณ์อุตสาหกรรมก่อสร้างในส่วนของภาครัฐยังคงทรงตัวอยู่

อุตสาหกรรมยานยนต์ ถึงแม้ยอดขายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น แต่การผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์กลับลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้การใช้เหล็กในประเทศสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ลดลงด้วย

3.แนวโน้ม
สถานการณ์การบริโภคเหล็กในไตรมาส 2 ปี 2560 คาดการณ์ว่าจะลดลง ร้อยละ 15.58 โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาเหล็กในตลาดโลกและราคาในประเทศเริ่มมีทิศทางที่ลดลง ขณะที่ความต้องการใช้ในประเทศยังคงทรงตัวอยู่ จากอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ยังคงทรงตัวอยู่ทั้งทางด้านโครงการภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบกับปริมาณสินค้าคงคลังยังคงมีอยู่ ส่งผลให้ความต้องการใช้ในประเทศลดลง

แหล่งที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม

chart059

สมาคมเหล็กโลก เปิดเผย ยอดการผลิตเหล็กดิบของโลกเดือนมกราคม 2017 อยู่ที่ 136.5 ล้านตัน ขยายตัว 7.0% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
ยอดการผลิตเหล็กดิบของจีนขยายตัวมากที่สุดซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงที่สุด 7.4% อยู่ที่ 67.2 ล้านตัน ขณะที่ยอดการผลิตเหล็กดิบของญี่ปุ่น อยู่ที่ 9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
ในยุโรป ยอดการผลิตเหล็กดิบของเยอรมันอยู่ที่ 3.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.2% yoy อิตาลี 1.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.3% yoy สเปน 1.2 ล้านตัน ลดลง -4.2% yoy
ยอดผลิตเหล็กดิบของตุรกี อยู่ที่ 2.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 12.8% yoy
ในเดือนมกราคม 2017 ยอดการผลิตเหล็กดิบของรัสเซียอยู่ที่ 6.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 11.6% yoy ส่วนยูเครนอยู่ที่ 2.1 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 8.5% yoy
ยอดการผลิตเหล็กดิบของสหรัฐฯ อยู่ที่ 6.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.5% yoy
ยอดการผลิตเหล็กดิบของบราซิลในเดือนมกราคมอยู่ที่ 2.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 14.4% yoy
อัตราการใช้กำลังการผลิตเหล็กดิบของโลกเดือนมกราคม 2017 อยู่ที่ระดับ 68.5 ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 3.4 จุด และสูงกว่าเดือนธันวาคมที่ผ่านมา 0.9 จุด

chart058

แหล่งที่มา : ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมเหล็กไทย  (Photo Credit : www.worldsteel.org)